เทเลโฟนลิซึม (telephonelisium)

posted on 09 Jun 2007 14:47 by modtanoi4

หลายคนคงสงสัย ว่า โรคต่างๆที่ลงท้ายด้วยลิซึม ก็จะหมายถึงว่า จะขาดสิ่งนั้นไม่ได้ ใช่ใหมครับเช่น แอลกอฮอล์ลิซึม ก้อคือโรคขาดการดื่มเหล้าไม่ได้ และอีกหลายๆอย่าง ที่เป็นโรคขาดไม่ได้ และหนึ่งในนั้น ก็มี "เทเลโฟนลิซึม (telephonelisium)" ซึ่งเป็นชื่อที่บอกกันตรงตัวอยู่แล้วว่า หมายถึง โรคขาดการคุยโทรศัพท์ไม่ได้

องค์กร"ASR"ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งศึกษาและค้นคว้า วิจัยเกี่ยวกับ ความเป็นมนุษย์ได้วิจัยเกี่ยวกับโรคนี้มานานพอสมควร

ศาสตราจารย์ด็อคเตอร์ ซาวามูร่า คิมบัสสึ กล่าวไว้ว่า"ประชากรของญี่ปุ่นมีประมาณ 128 ล้านคน ในนั้นมีวัยรุ่นที่ใช้โทรศัพท์มือถือกัน คิดเฉลี่ยแล้ว ประมาณ 48% ซึ่งมีมากมายเลยทีเดียว และจำนวนนั้น ก็มีคนที่เป็นโรคเทเลโฟนลิซึม อยู่ประมาณ13% ถึงอาจดูไม่มาก แต่ถ้าลองหารออกมาเป็นตัวเลขที่แท้จริง ก็จะได้8652800 คนเลยทีเดียว ไม่ใช้น้อยนะครับ"

แต่การวิจัยครั้งนี้ ไม่ใช่จำกัดแค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ว่าวิจัยไปทั่วโลกเลย แต่สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้คือ ตัวเลขที่มากที่สุด ที่มีมากถึง 16582000 คน ประเทศที่มีจำนวนคนเป็นโรคเทเลโฟนลิซึม มากขนาดนี้ คือประเทศไทยนั่นเอง

"ที่ผมลองคิดคำนวณออกมา ก็แทบไม่น่าเชื่อจริงๆครับ ว่าประเทศไทยจะมียอดของคนป่วยมากขนาดนั้น" นักวิจัยแพทย์หนุ่มออกมาให้ความเห็น ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เขาพูด เพราะน่าแปลกใจ ที่ประชากรทั้งหมดของไทยมีแค่65ล้านกว่าคนเท่านั้น แต่กลับมีตัวเลขที่สูงถึงขนาดนี้

เพราะความแปลกใจนี้เอง ทำให้ ศาสตราจารย์ ยามาโมโต้ เท็ตซึกะ

ลองหาสาเหตุ จนได้ข้อสรุปดังนี้
1.โฆษณา เป็นหนึ่งในตัวช่วยเรื่องการโทรของพวกเขา
2.โปรโมชั่นของการโทรนั้น ยิ่งนับวัน ก็ยิ่งถูกแสนถูก
3.ส่วนมาก คนไทยจะเป็นคนไม่รักเดียวใจเดียว
4.คนไทย ชอบเล่นแชทกันมาก จึงมีการให้เบอร์กันเพื่อติดต่อ จึงเป็นการเพิ่มการโทรอีกวิธีหนึ่ง
5.การโพสเบอร์โทรศัพท์ ในอินเตอร์เน็ต ทำให้คนโทรมาไม่หยุดหย่อน

นี่คือ ปัจจัยที่ทำให้การโทรของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ศาสตราจารย์ด็อคเตอร์ ซาวามูร่า คิมบัสสึ ได้เรียงลำดับของการเกิดโรค

เทเลโพนลิซึมได้ดังนี้

1.เริ่มจากการได้คุยโทรศัพท์เล็กๆน้อยๆ
2.เริ่มที่จะคุยโทรศัพท์นานขึ้น จากครึ่งชั่วโมง เป็นชั่วโมง และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ
3.เริ่มหาคนคุยมากขึ้น
4.เริ่มคุยโทรศัพท์ตลอดทั้งวัน จนไม่ต้องทำอะไร
5.เริ่มเหงาเป็นพิเศษเมื่อโทรหาใครไม่ติด และ ใครก็ไม่โทรมาจนบางครั้งถึงกับ เขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้งไปเลย
6.จะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปในชีวิต เมื่อวันหนึ่งโดนยึดโทรศัพท์ไป
7.จะมีอารมณ์คลุ้มคลั่ง เมื่อวันไหนไม่ได้คุยโทรศัพท์ ซึ่งนี่ก็เป็นอาการสุดท้ายของเทเลโพนลิซึม

จะเห็นได้ว่า การคุยโทรศัพท์ ก็เหมือนสารเสพติดเช่นกัน สำหรับบางคนเพราะหากขาด มันก็เป็นเช่นเดียวกับอาการขาดยาเสพติดเลยทีเดียว

ศาสตราจารย์ด็อคเตอร์ ซาวามูร่า คิมบัสสึ ยังกล่าวต่อไปถึงเรื่องของผลเสียสำหรับการเป็นโรคนี้อีกด้วย สำหรับคนป่วยโรคนี้ ผลเสียอันดับที่หนึ่งเลย ที่เห็นกันอยู่ชัดๆเลยก็คือ เส้นประสาทหูอักเสบ หูน้ำหนวก เป็นต้น เพราะการคุยโทรศัพท์ มากๆอาจทำให้เส้นประสาทในหูทีถูกใช้เป็นเวลานาน และมากเกินความจำเป็น ทำให้เป็นเช่นนั้นได้ และอย่างที่สอง คือ การที่เวลาคุยแล้วแนบหูโทรศัพท์ไว้ที่บ่านั้น จะทำให้เส้นประสาทที่คอ อักเสบขึ้นมา และทำให้คุณอายุสั้นลงไปหลายปีทีเดียว อาการอย่างนี้ไม่เป็นเฉพาะ แค่ผู้ป่วยหรอกนะครับ มันเป็นได้กับทุกๆคน ที่ทำอย่างนี้นะครับ ศาสตราจารย์พูดเป็นเชิง ขอร้องให้กับทุกๆคนว่า อย่าใช้เวลาให้เสียไปกับการคุยโทรศัพท์ อย่างเดียว

การคุยโทรศัพท์ ไม่ได้ส่งผลดีอะไรให้กับตัวเลย อีกทั้งทำให้เสียเงินกับค่าโทรศัพท์เป็นพัน สองพัน มันเป็นการเสียเงินโดยไม่จำเป็นสักนิด การคุยโทรศัพท์ ควรที่จะคุยให้พอดี กับความจำเป็น คุยให้รู้แค่ว่า คิดถึงไม่จำเป็นต้องคุยให้รู้ทุกๆเรื่องราว ถ้าหากอยากจะคุยกันจริงๆ ก็ออกมาเจอกัน และคุยกันไปเลยจะดีกว่านะครับ เพราะว่า หากเจอกันแล้ว ไม่ว่าเรื่องไหนก็สามารถพูดได้โดยไม่จำเป็นต้องห่วงค่าโทรศัพท์ หรืออะไรต่อมิอะไร แถมยังมีของแถม คือใบหน้าของคนที่เรารัก จะดีกว่านะครับ

Comment

Comment:

Tweet

#2 By (202.28.35.247|202.28.35.247) on 2014-09-06 11:44

อ่านยากจัง

#1 By น้องละอ่อน on 2007-10-03 11:00